สตรีที่โหดที่สุดในโลก

June 27, 2017

Aileen Wuornos เรื่องจริงของฆาตกรหญิงแห่งอเมริกา

สตรีที่โหดที่สุดในโลก Aileen Wuornos

ประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรมากเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นประเทศหนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมีความพร้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แน่นอนว่าการก่ออาชญากรรมมีมากเช่นกัน ในอดีตที่ผ่านมาอเมริกามีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมากมาย ทำให้ต้องมีการคุมเข้มเรื่องของคดีฆาตกรรมมากขึ้น ฆาตกรอีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่งมีชื่อว่า ไอลีน วอร์นอตส์ เธอเป็นหนึ่งในฆาตกรหญิงที่โหดที่สุดคนหนึ่ง อะไรที่ทำให้เธอจูใจเหตุฆาตกรรมสุดโหดนี้

ไอลีน วอร์นอตส์ เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ปี 1959 ที่เมืองทรอยส์ รัฐมิชิแกน เธอเกิดในครอบครัวชนชั้นล่างต้องหาเช้ากินค่ำและครอบครัวเธอนั้นดูไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่นัก ในวัยเด็กเธอมีชีวิตที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป หลังจากที่เธอเกิดเพียง 2 สัปดาห์ พ่อแม่ของเธอซึ่งตอนนั้นวัยเพียง 14 ปี ก็หย่าร้างกันและทิ้งเธอไว้ให้ตากับยายเลี้ยงดู เธอมักถูกทำร้ายร่างกายบ่อยครั้งจากตาแท้ๆของเธอและถูกข่มขืนจนกระทั่งอายุ 15 เธอหนีออกจากบ้านและต้องมาเป็นโสเภณีจนอายุ 24 เธอย้ายมาที่ฟอริด้า และแต่งงานกับนักธุรกิจวัยกลางคนในปี 1976 ชีวิตเธอดูเหมือนจะสุขสบายแต่ไม่ใช่เลย เธอกลับถูกชายคนนั้นทำร้ายร่างกายจนต้องหย่ากัน และในปี 1989 มันเป็นจุดเริ่มต้นของการฆาตกรรม เธอก่อคดีโดยการใช้ปืนยิงระยะใกล้ เหยื่อที่เธอเลือกนั้นเป็นผู้ชายที่มีประวัติคดีข่มขืนทั้งสิ้น เธอใช้วิธีการโบกรถในเวลากลางคืน ซึ่งเธอร่วมมือกับ ไทเรีย มัวร์ เพื่อนสาวของเธอ เหยื่อที่ถูกฆ่านั้นมีจำนวน 7 ราย จนในที่สุดเธอก็ถูกจับกุม และถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 2002 ปิดตำนานเรื่องราวของฆาตกรหญิงที่โหดที่สุดคนหนึ่ง

May 12, 2017

ธีโอดอร์ โรเบิร์ต บันดี้

ธีโอดอร์ โรเบิร์ต บันดี้ เกิดเมื่อ 24 พฤศจิกายน 1946 มารดาของเขาเอเลนัวร์ หลุยส์ โคเวล ท้องเมื่ออายุ 21 โดยที่ยังไม่แต่งงานและไม่มีการเปิดเผยจนทุกวันนี้ว่าพ่อที่แท้จริงของเท็ดคือใคร เนื่องจากในสมัยนั้นสังคมมองมารดานอกสมรสด้วยสายตาไม่ดีนัก เท็ดจึงถูกเลี้ยงมาในฐานะลูกของตาและยาย โดยบอกว่าหลุยส์เป็นพี่สาวของเขา เท็ดไม่รู้ความจริงนี้เลยจนกระทั่งลูกพี่ลูกน้องยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวว่าเขาเมื่อมีอายุได้ราว 10 ปี เป็นที่แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นแผลใจในวัยเด็กของเขาและเท็ดก็ไม่เคยให้อภัยแม่ที่คลอดเขาออกมาโดยไม่มีพ่อและยังพยายามปิดบังเรื่องนี้อีกด้วย

แซม โคเวลผู้เป็นตานั้นเป็นคนอารมณ์ร้าย นักวิจัยกล่าวว่าเท็ดได้รับลักษณะนี้มาเต็มๆ มีรายงานว่ามีการใช้กำลังในครอบครัวบ่อยๆ แต่เท็ดก็ไม่เคยถูกใช้กำลัง ตารักและเอ็นดูเขาในขณะที่เท็ดก็เคารพในตัวตาเป็นที่สุดเช่นกันหากจะกล่าวถึงคำว่า Serial Killer หรือฆาตกรคดีต่อเนื่องแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงแจ๊คเดอะริปเปอร์มากกว่า แต่ในความจริง คำว่า Serial Killer นี้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เรียกฆาตกรที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกาคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็คือเท็ด บันดี้ นี่เอง

อาจจะกล่าวได้ว่าคดีของเท็ด บันดี้ เป็นคดีที่แปลกไปจากคดีอื่นๆ เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นในศาล ไม่ว่าใครก็ยากจะเชื่อได้ว่าชายหนุ่มหน้าตาดี ท่าทางมีความรู้ผู้นี้จะเป็นฆาตกรโหดในอาชญากรรมทางเพศไปได้ เท็ด บันดี้ถูกตัดสินโทษประหารในคดีฆาตกรรม 30 รายก็จริง หากในความจริงแล้วเชื่อกันว่าเหยื่อของเขามีไม่ต่ำกว่า 100 รายแน่นอน

May 12, 2017

จอห์น เวนย์ เกซี

จอห์น เวนย์ เกซีหลายคนคงเคยเห็น ฆาตกรตัวตลก ที่แต่งหน้าแต่งตัวเป็นตัวตลกตามละครสัตว์ในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ จนเข้าใจกันไปว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น จนเขาได้รับฉายาว่า ตัวตลกโพโก้ แต่เบื้องหลังนั้น แท้จริงแล้วจอห์น เกซี่ เป็นชายหนุ่มที่มีความโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก โดยเขาเติบโตในครอบครัวที่พ่อเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 และในวัยเด็กเขามักจะถูกพ่อทำร้ายอย่างรุนแรง โดยเขาพยายามจะทำให้พ่อภาคภูมิใจในตัวเขา แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง ทั้งยังถูกพ่อตีและด่าว่า ไอ้ลูกแหง่ หรือไอ้หน้าโง่เสมอ มักจะชื่นชอบเด็กชายหน้าตาดี ซึ่งเป็นเหตุให้เขาเคยถูกจับเข้าคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาลวนลามและทำร้ายร่างกายเด็กชาย และเมื่อออกจากคุกความผิดปกติขิงเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเขามักจะใช้ฉากหน้าเป็นตัวตลก เพื่อก่อเหตุอาชญากรรมทางเพศโดยได้พาเด็กหนุ่มชื่อว่า ทิโมธี แม็คคอย กลับมาหลับนอนด้วย แต่เมื่อจอห์น เกซี่ ตื่นขึ้นมาก็เห็นเด็กหนุ่มกำลังถือมีด แต่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือฆาตกรรมเด็กชายอีกประมาณ 33 – 34 ราย ในเวลา 6 ปีและในที่สุดเขาก็ถูกตำรวจชิคาโก้จับกุมได้ ซึ่งหลังจากนั้น จอห์น เกซี่ ก็ได้รับสารภาพว่า เขาไม่สามารถจำจำนวนเหยื่อ รวมถึงเหยื่อที่เขาลงมือฆ่าได้ทุกคน ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดีเนิ่นนานถึง 14 ปี เขาก็ถูกส่งขึ้นศาลในปี 1980 และศาลได้ตัดสินโทษประหารชีวิต ในปี 1994 ด้วยการฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือด จึงกลายเป็นจุดจบของฆาตกรตัวตลกนั่นเอง

May 12, 2017

เดนนิส เรเดอร์

เดนนิส เรเดอร์ ฆาตกรสุดโหดที่ดูเหมือนคุณพ่อธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขามีครอบครัวและไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ แต่เบื้องหลังของเขาคือฆาตกรที่ฆ่าคนอย่างโหกชดเหี้ยมไปมากมาย เดนนิส เกิดและโตในแคนซัส เขามีงานที่มั่นคงและยังเป็นประธานของโบสถ์อีกด้วยเขาดูเป็นคนรักครอบครัวแต่เบื้องหลังเขามีอาการป่วยทางจิตและแนวโน้มที่จะเป็นฆาตกรจนกระทั่งเขาเริ่มกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องในปี 1974 ที่สังหารเหยื่อไปกว่า 10 ศพ การฆาตกรรมครั้งแรกของเขาเป็นที่มาของฉายา BTK Killer เมื่อจู่ๆเขาก็เดินเข้าไปในบ้านของครอบครัวโอเทโร และทำการฆาตกรรม พ่อแม่ลูกวัย 9 และ 11 ขวบ ทีละคนและทรมานพวกเขาทั้งหมดอย่างโหดเหี้ยมหลังจากที่เขาฆ่าทุกคนแล้วเขาก็ส่งจดหมายที่เขียนด้วยรายมือตัวเองส่งไปให้ตำรวจและสื่อโดยในจุดหมายระบุว่าเขาคือ BTK Killer ซึ่งวิธีการที่เขาชื่นชอบก็คือ การมัดเหยื่อ ทรมาน และฆ่าโดยมีชื่อเขาติดอยู่หลังจากนั้นการฆ่าของเขาเริ่มพิสดารมากขึ้น ภาพถ่ายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเขาแต่งตัวศพเหยื่อด้วยเสื้อผ้าบางส่วนของเขา และเขาชอบการแสดงบทบาทสถานที่สมมุติระหว่างทำการฆาตกรรมแต่สุดท้ายเขาก็ตายน้ำตื้นเมื่อ เดนนิส ถามตำรวจในจดหมายว่าตำรวจจะตามรอยเขาได้หรือไม่ถ้าเขาจะให้ข้อมูลผ่าน Floppy Disk ตำรวจตอบเขากลับในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์วันต่อมาว่าไม่สามารถตามรอยได้ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เดนนิส ส่งข้อมูลผ่าน Floppy Disk สีม่วง ซึ่งตำรวจได้กู้ข้อมูลที่เคยลบไปเป็นไฟล์ Word ที่มีข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับโบสถ์ที่เขาทำหน้าที่ประธานและมีชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารด้วยทำให้เขาถูกตำรวจจับกุม เนื่องจากในแคนซัสไม่มีโทษประหารชีวิตเขาจึงถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

May 12, 2017

เจฟรีย์ ดาห์เมอร์

เจฟรีย์ ดาห์เมอร์ เรื่องราวของฆาตกรเกย์โรคจิตคนนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ เดือนกรกฎาคม 1991 เมื่อตำรวจเมืองมิลวอคกี้ ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบห้องพักหมายเลข 213 อ็อกฟอร์ด อพาร์ทเม้นท์ ตำรวจพบกับห้องพักที่ดูสะอาดเรียบร้อย เว้นแต่กลิ่นที่เหม็นเน่าอย่างรุนแรง นอกจากนี้ผนังห้องยังประดับไปด้วยรูปภาพถ่ายของศพที่ถูกกระทำอย่างวิตถาร นอกจากนี้ภายในตู้เย็นยังมีศีรษะมนุษย์ หม้อทำกับข้าวก็มีอวัยวะมนุษย์ถูกต้มจนเปื่อย โดยเจ้าของห้องคือนาย เจฟรีย์ ดาห์เมอร์

นาย เจฟรีย์ ดาห์เมอร์ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะและการศึกษาดี แต่เนื่องจากพ่อและแม่ให้กำเนิดเจฟรีย์ในช่วงที่ยังไม่พร้อม ทำให้ทั้งคู่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ่อยๆโดยฝ่ายพ่อของเจฟรีย์ทุ่มเทให้กับการเรียนปริญญาเอกจนลืมความสำคัญของครอบครัว ในขณะที่แม่นั้นล้มป่วยเนื่องจากจิตใจไม่มั่นคงและมีอาการประสาทอ่อนๆเนื่องจากความเครียดจากการเลี้ยงลูกเพียงลำพัง เจฟรีย์ในวัยเด็กขี้อาย แต่เขาชื่นชอบชุดทดลองวิทยาศาสตร์ของพ่อ เขานำศพของสัตว์มาทดลองมาละลายด้วยกรดหรือดองฟอร์มาลีนเป็นงานอดิเรกเมื่อเขาโตขึ้น เจฟรีย์ ดาห์เมอร์ มีงานอดิเรกที่น่าสยดสยองกล่าวคือเขาสะสมกระดูกและชิ้นส่วนของสัตว์มาเก็บเป็นที่ระลึก เขาสะสมอวัยวะของสัตว์ที่ตายไปแล้วโดยดองไว้ในถังพลาสติก ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อแม่เริ่มแย่ลง เจฟรีย์กลายเป็นเด็กมีปัญหา เขาเริ่มออกเที่ยวดื่มเหล้าใช้สารเสพติดเพื่อปลดปล่อยความทุกข์หลังจากที่พ่อและแม่ได้แยกทางกันต่อมาเขาได้รู้มาตัวเองเป็นเกย์เขาชอบผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ดังนั้นเขาจึงตั้งใจหาคนรักที่ซื่อสัตย์และไม่ต่อล้อต่อเถียงเขา นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต

February 22, 2017

โรสแมรี่ เวสต์ แม่ที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก

   โดยปกติทั่วไป สถาบันครอบครัวคือสถาบันแรกที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะพ่อแม่ให้ความรักความปรารถนาดีแก่เราซึ่งเป็นลูกโดยที่พวกเราไม่หวังสิ่งใดตอบแทน นอกจากความรักของเรา นั่นอาจเรียกได้ว่ามันคือรักที่บริสุทธิ์ที่สุดหากเทียบกับสิ่งไหน ทว่าความรักที่บริสุทธิ์เหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อและแม่ จากครอบครัว เวสต์ สองสามีภรรยาสุดอำมหิตผิดแผกมนุษย์ทั่วไปจะเรียกว่ามนุษย์ก็อาจฟังดูประเสิร์ฐเกินไปสำหรับพวกเขา

เหตุการณ์สุดสยดสยองเกินกว่าที่คนเราจะรับได้นั้น เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ เมื่อโรสแมรี่ หรือโรส กับสามีของเธอเฟร็ด พวกเขาได้ฆ่าลูกสาวแท้ของตนเองและนำศพซ่อนไว้ในบ้าน แต่การฆ่านั้นไม่ใช่การฆ่าแบบธรรมดา พวกเขาทำราวกับว่าเธอไม่ใช่ลูกในไส้ ภูมิหลังของนางโรสแมรี่นั้นช่างน่าเวทนาที่สุด เธอเกิดมาพร้อมความผิดปกติทางจิต ชอบความซาดิสต์ และมีอารมณ์ทางเพศสูงมาก เธอได้มาแต่งงานกับนายเฟรดที่มีประวัติก่ออาชญากรรมติดตัว ทั้งคู่เหมาะสมกันดั่งผีเน่ากับโลงผุ  คนทั้งสองมีความคลั่งกระหายในเซ็กส์วิตถาร พวกเขาพยายามหาสิ่งมาบำบัดอารมณ์เหล่านี้ จนพบกับหนทางความบ้าเลือดของตัวเองนั่นคือ การฆาตกรรมหญิงสาว โดยล่อลวงและลักพาตัวมาทรมาน ข่มขืนอย่างซาดิสม์ และฆ่าคิดซะ โดยเอาศพมาซ่อนไว้ในส่วนต่างๆที่บ้านของตนเอง พวกเขาฆ่าเหยื่อกว่า 10 ราย และหนึ่งในนั้น คือลูกสาวของตัวเอง  เด็กสาวผู้โชคร้ายที่มาเกิดในครอบครัวนี้คือ ฮีทเธอร์ เวสต์ วัย 16 ปี เธอน่าจะมีชีวิตที่สดใสเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ทว่าฮีทเธอร์กลับเป็นเหยื่ออารมณ์และเครื่องจักรทางเพศของสัตว์นรกสองตนนี้ ฮีทเตอร์ถูกแม่และพ่อบังคับให้ร่วมเพศอยู่บ่อยครั้งมาตั้งแต่เธอยังเด็ก ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจึงเอาความไปบอกกับคนที่โรงเรียน สิ่งนี้เสมือนไฟที่คุให้สัตว์นรกเกิดความพิโรธ พวกมันโกรธเกรี้ยวเธอ และเธอต้องชดใช้โดยการกลายเป็นเหยื่อเสียเอง  เด็กสาวโดยทรมานด้วยวิธีป่าเถื่อน พวกมันทั้งข่มขื่น และทำวิธีสารพัดเพื่อให้ลูกสาวเจ็บปวดทรมานจนร้องขอความตาย และแล้วฮีทเธอร์ก็ถูกปล่อยอย่างเป็นอิสระ เธอไม่เจ็บไม่ปวดอีกแล้ว พวกมันเอาเชือดรัดคอเธอจนถึงแก่ความตาย ซ้ำยังหั่นศพเป็นชิ้นๆ อีกด้วย ท้ายที่สุด ศาลก็สั่งให้จำคุกโรสแมรี่ตลอดชีวิต ( อังกฤษไม่มีโทษประหารแล้ว ) ส่วนเฟร็ดรีบชิงผูกคอตายก่อนนำตัวขึ้นศาล

February 22, 2017

ไมร่า ไฮด์ลี่ย์ ฆาตกรสาวแห่งแมนเชสเตอร์

  ราวช่วงทศวรรษที่ 60 ได้เกิดคดีสะเทือนขวัญคดีดังในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ คนร้ายได้ลักพาเหยื่อไปกักขังหน่วงเหนี่ยวและฆ่าอย่างทารุณ คดีทำนองนี้เกิดขึ้นติดๆกัน จนตำรวจคาดการณ์ว่า กลุ่มฆาตกรต้องเป็นคนเดียวกันอย่างแน่นอน และในที่สุดเมื่อจับตัวคนร้ายได้ ก็พบว่า คนร้ายเป็นหญิงสาวนามว่า ไมร่า ไฮด์ลี่ย์ เธอเกิดเมื่อปี 1942 กับคู่ขาของเธอ เอียน เบรดี้ ทั้งสองคนมีภูมิหลังที่ค่อนข้างแย่ เกิดมาในครอบครัวที่นิยมความรุนแรง คนสองคนโตมาจากครอบครัวที่มีสภาพแวดล้อมและจิตใจไม่ต่างกัน ดังนั้นพวกเขาจึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี ความโหด ซาดิสม์ เซ็กส์แบบวิตถาร  ความคิดที่อยากจะฆ่าคน ถูกถ่ายทอดออกมา เมื่อเจอคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และแล้ว ก็ได้เปิดฉากฆาตกรใจโหดที่ล่าเหยื่อ โดยคดีที่น่าสะเทือนขวัญสุดคือ เธอได้ลักพาตัวเด็กวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 16-17 ปี 5 คน ไปกักขัง ทรมาน ข่มขืน และฆ่าพวกเขา พร้อมกับฝังศพไว้ในป่า

ไมร่า รับสารภาพผิดต่อสิ่งที่ทำทั้งหมดว่าเธอทำแต่เพียงผู้เดียว โดยตำรวจได้พบหลักฐานเกี่ยวกับภาพลามกที่ถ่ายเหยื่อเอาไว้ สร้างความเวทนาเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเทปบันทึกเสียงของฆาตกรระหว่างกระทำการต่อเหยื่อ โดยมีเสียงที่เหยื่อกรีดร้องอย่างทรมานพร้อมกับเสียงของไมร่าและเบรดี้ด้วย สุดท้ายแล้วไมร่าก็ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต จนกระทั่งเสียชีวิตเองในคุกเมื่อปี 2002 มีคนเล่ากันว่า ตอนที่เธอเข้าไปในศาลที่ห้องพิจารณาคดี หญิงสาวไม่มีความรู้สึกผิดแต่อย่างใด เธอไม่สำนึกต่อสิ่งที่ทำ ซ้ำยังทำใบหน้าท้าทายอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสตรีที่โหดอมหิตโดยสันดานจริงๆ

February 22, 2017

เบเวอรี่ เอลลิทท์ นางพยาบาลจอมอำมหิต

  ในชุดสีขาวของนางพยาบาลผู้โอบอ้อมอารี ใครจะเชื่อว่า อาชีพที่คนนับถือในความเสียสละและความใจดีนี้ จะมีฆาตกรใจทรามอำมหิตแอบแฝงมาด้วย  เธอผู้นี้มีฉายาว่า Angel of Death  ชื่อจริงคือ เบเวอรี่ เอลลิทท์ นางพยาบาลสาวที่มีใบหน้าใจดีและเป็นมิตรกับทุกคน  เธอรับหน้าที่ดูแลเด็กๆในแผนกผู้ป่วยเด็กที่น็อตติงแฮมและเคสเตเวน ความโหดเหี้ยมของฆาตกรรายนี้คือ เธอจะสังหารเหยื่อที่เป็นเด็กน้อยและเป็นผู้ป่วยของเธอเองด้วยการฉีดโพแทสเซียมคลอไรด์หรือสารอินซูลินที่ให้ในผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ร่างกายเด็กๆเหล่านั้น เพื่อที่จะทำใหหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตลงในที่สุด เด็กในการดูแลของเธอต้องเสียชีวิตไปถึง 13 คน โดยเด็กที่ตายมีอายุตั้งแต่ 7 สัปดาห์และ 5 ขวบ เท่านั้น

หลังจากการเสียชีวิตของเด็กๆทั้ง 13 คนเพียงสองสัปดาห์ ทางตำรวจก็ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถพบพิรุธว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุหรือเหตุบังเอิญอย่างแน่นอน ในที่สุดก็สามารถจับกุมคนร้ายได้ ซึ่งทุกคนก็ได้แต่ช็อก เพราะโฉมหน้าของคนร้าย คือพยาบาลผู้ใจดีของเด็กเหล่านั้น แรงจูงใจในการฆ่าของพยาบาลเอลลิทท์เกิดจาการแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น โดยเธออ้างว่า เธอป่วยเป็น Munchausen Syndrome แต่โรคดังกล่าวไม่ได้มีอยู่จริง มันคือโรคที่เธอมโนขึ้นมาเอง แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็ถูกส่งไปรักษาอาการทางจิต และถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตในน็อตติ้งแฮมคราวน์คอร์ท ปิดฉากอิสรภาพของฆาตกรในชุดขาวเรียบร้อย

February 22, 2017

เบลล์ กันเนส หญิงร่างยักษ์ที่โหดที่สุด

    ย้อนกลับไปเมื่อราว ค.ศ.1900 ถึง 1908  ได้เกิดเหตุการณ์สลดขึ้นในรัฐอินลินอยส์และอินเดียน่า เพราะมีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายรายโดยที่ช่วงแรกตำรวจเข้าใจว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้ว ก็ถึงกับไม่อยากจะคาดคิดว่า ผู้ที่เป็นฆาตกรคือสตรีนางหนึ่ง หล่อนมีความสูงถึง 183 เซนติเมตร หนัก 91 กิโลกรัม เทียบได้กับร่างกายของชายฉกรรจ์คนหนึ่งเลยทีเดียว เธอมีชื่อว่า เบลล์ กันเนส เป็นชาวนอร์เวย์โดยกำเนิด วิธีการฆ่าเหยื่อแต่ละคนของเบลล์ไม่ใช่วิธียากอะไร เนื่องจากเธอมีร่างกายที่สูงใหญ่และพละกำลังมหาศาล แต่สิ่งที่เธอทำนั้นมันชั่วช้ายิ่งกว่าเพราะแผนการเพียงแค่ ฮุบสมบัติและเงินประกันของเหยื่อที่เป็นสามีของเธอเอง เบลล์วางแผนมาเป็นอย่างดีตั้งแต่การแต่งงานกับผู้ชายที่ดูมีฐานะ เธอยอมเป็นภรรยา มีลูก และจบด้วยการฆ่าทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งลูกของตัวเอง เพื่อเอาเงินประกันและสมบัติ โดยที่เธอได้สังหารบุคคลรวมกันถึง 42 ชีวิต หญิงสาวออกเดินทางเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ และฆ่าเหยื่อที่คนปกติเรียกว่า ครอบครัว เพียงเพราะเงินเท่านั้น

เบลล์แต่งงานกับเศรษฐีหลายคน และก็มีลูกกับพวกเขาหลายคนด้วย แต่เธอกลับฆ่าสามีและลูกๆอย่างเลือดเย็น อย่างลูกๆเธอบางคนก็ต้องมาตายตั้งแต่ยังเล็กๆ ด้วยยาพิษ และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในบ้าน เธอสามารถหลอกลวงบริษัทประกันได้อย่างง่ายดาย ต่อมาเมื่อตำรวจสามารถสืบได้ว่าฆาตกรต่อเนื่องรายนี้คือเธอ พวกเขาจึงมาจับเธอ แต่เบลล์กลับชิงฆ่าตัวตายโดยการเผาตัวเองพร้อมกับบ้าน เมื่อเพลิงสงบตำรวจก็พบกับศพไร้หัวของเบลล์ และซากศพอื่นๆที่เธอฝั่งไว้บริเวณฟาร์มอีก 13 ศพ บางกระแสออกมาว่า แท้จริงแล้วศพไร้หัวที่พบนั้นอาจไม่ใช่ศพของเบลล์ เพราะมีคนอ้างว่ายังพบเธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่มิสซิสซิปปี้ ซ้ำยังมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์ที่มีผลออกมาแน่ชัดแล้วว่า DNA  ของศพไร้หัวนั้นไม่ใช่เบลล์ กันเนส นี่จึงเป็นข้อสรุปได้ว่า สตรีที่โหดเหี้ยมผู้นี้ ยังคงใช้ชีวิตปกติในสังคมและไม่ได้รับโทษที่เธอก่อแต่อย่างใด

February 22, 2017

แคทเธอรีน ไนท์ ฆาตกรหญิงในคราบคุณป้าใจดี

   บางครั้งหน้าตาของคนเราก็ไม่ได้มีส่วนที่จะตัดสินว่า คนๆนั้นเป็นคนดีหรือร้าย ดังเช่นเรื่องราวของสตรีที่โหดที่สุดคนนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาใจดี เธอมีลูกๆที่น่ารัก และครอบครัวที่อบอุ่น แต่หารู้ไม่ว่า ภายใต้หน้ากากแห่งความโอบอ้อมอารีนั้นเองจะแฝงไปด้วยฆาตกรบ้าเลือด ที่สามารถชำแหละคนเป็นชิ้นๆได้อย่างเลือดเย็น

แคทเธอรีน ไนท์ เป็นักโทษหญิงคนแรกของออสเตรเลียที่รับโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการอุทธรณ์ เพราะเธอได้กระทำการอันเหี้ยมโหด โดยฆ่าสามีของตัวเองด้วยวิธีสุดน่าสยดสยอง และไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นฝีมือของผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง แคทเธอรีน ไนท์ เกิดในครอบครัวที่ไม่มีความสมบรูณ์อย่างยิ่ง พ่อที่อารมณ์ชั่วร้าย ชอบเมาเหล้าและขืนใจแม่ให้เธอเห็นบ่อยๆ ทำให้เธอเกลียดผู้ชาย ในขณะที่เธอเองก็มักจะมีอารมณ์โมโหร้าย มักชอบหาเรื่องคนอื่น คนไม่มีใครอยากคบด้วย แต่แคทเธอรีนเป็นคนหน้าตาดูใจดี เธอจึงมักที่จะมีผู้ชายมาชอบพอ แต่บางคนก็เลิกรากับเธอไป เพราะทนไม่ได้กับอารมณ์ของเธอที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ แคทเธอรีนยังมีอาชีพที่สาวๆหลายคนคงไม่คิดจะทำมันสักเท่าไหร่ อย่างการฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ เธอมีความหลงไหลมันและทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมจนกระทั่งหัวหน้าเลื่อนตำแหน่งและมอบชุดมีดแล่เนื้ออย่างดีให้แด่เธอ แต่ใครจะรู้เล่าว่าเธอจะเอามีดเหล่านี้มาใช่สังหารเหยื่อด้วยความทารุณ  เหยื่อรายแรกของเธอคือสามีเก่า เดวิค ชอนเดอร์ โดยการบดฟันปลอม ปาดคอลูกสุนัขของเขา และพยายามกรรไกรไล่แทงจนเดวิคบาดเจ็บสาหัส แต่ก็รอดตายอย่างหวุดหวิด และคดีต่อมาคือคดีที่ทำให้เธอต้องโทษประหาร นั่นคือ เธอได้ฆาตกรรม จอห์น ไพรซ์ สามีคนล่าสุด เพราะเคียดแค้นที่เขาฟ้องหย่าเธอเนื่องจากทนกับความรุนแรงของอารมณ์แคทเธอรีนไม่ได้ ด้วยความแค้นเธอจึงใช้มีดแล่เนื้อแทงเขาอย่างน้อย 37 แผล ก่อนที่จะแล่เนื้อของนายไพรซ์ออกเป็นชิ้นๆ ตัดหัวเขาไปต้มในหม้อซุป และนำชิ้นส่วนสะโพกไปทำสเต็กเตรียมให้ลูกๆของเธอกินด้วย โชคยังดีที่ตำรวจมาบุกจับเธอเสียก่อนที่เด็กๆจะต้องมากินเนื้อพ่อพวกเขา

แคทเธอรีนได้รับโทษประหารชีวิต แต่ได้มีการตรวจร่างกายและสภาวะจิตใจของเธออย่างละเอียดอีกครั้ง จนสรุปได้ว่า แคทเธอรีนมีสภาพจิตไม่ปกติ ศาลจึงลดโทษเหลือไว้เพียงจำคุกตลอดชีวิตแทน